คําชะโนด คือ ดินแห่งความลี้ลับ ที่ผู้คนบอกเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ ได้อย่างอัศจรรย์ และความเหนือธรรมชาติ แหกกฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นความเชื่อหรืองมงาย

ลักษณะภูมิประเทศ

ป่าคําชะโนดมีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่เศษ เป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขต ต.วังทอง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี มีลักษณะคล้ายเกาะลอยน้ำเกิดจากการทับถมของรากไม้ ทำให้กลายเป็นพื้นดินซึ่งใช้เวลานานนับพันปี แต่การลอยอยู่บนเหนือน้ำได้ไม่มีโอกาศน้ำท้วมในพื้นที่บริเวณนี้นั้น คล้ายกับรากของผักตบชะวาเกาะตัวรวมกันจำนวนมากๆก็สามารถลอยน้ำ เช่นเดียวกับต้นไม้ชนิดหนึ่งที่พบมากในพื้นที่นี้ก็คือ ต้นชะโนด มีลำต้นคล้าย..ต้นปาล์มที่ไม่มีหนาม ผสมต้นตาลและมะพร้าว ไม่มีรากแก้ว แต่มีการการขยายรากออกด้านข้างกินบริเวณกว้างขึ้น เมือมีหลายต้นรากไม้ก็มีอาณากว้างมากยิ่งขึ้น เมื่อมีต้นไม้อยู่คู่กับแอ่งน้ำ มีบรรยากาศที่ร่มรื่น ก็ถือได้ว่าเป็นสถานที่มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ย่อมมีนก และสัตว์ป่าหลายชนิดเข้าพักอาศัย รวมสิ่งเหนือธรรมชาติ เพราะเป็นสถานที่สงบ เข้าไปแล้วเย็นสบายจากที่เคยได้ไปสัมผัสมาแล้ว (เป็นวันที่ไม่มีคนพลุกพล่านเท่าไหร่)

ความเชื่อตามตำนาน 

ป่าคำชะโนด ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อของชาวบ้าน มีการเล่าเป็นเรื่องราวบอกต่อกันรุ่นต่อรุ่น เกี่ยวกับตำนานเมืองบาดาล ที่เป็นสถานที่หนึ่งในสาม ทางเข้าออกไปยัง วังนาคินทร์ดินแดนของสุทโธนาค ผ่านบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่กลางเกาะที่ไม่เคยเหือดแห้งเลย พญาสุทโธนาคราช จะแปลงกายเป็นมนุษย์ขึ้นมาทุกวันข้างขึ้น 15 วัน นามว่า เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ (หากท่านไดปราถนาจะขอพรจากเจ้าพ่อพญาศรีสุทโธควรเดินช่วงข้างขึ้นตามปฏิทิน) มาให้พรแก่ลูกหลานที่เคารพนับถือ แล้วนำน้ำในบ่อไปดื่มกินเพื่อเป็นศิริมงคล

ตำนานวังนาคินทร์ แห่งป่าคำชะโนด

เกิดจากความขัดแย้งของพญานาค 2 ตน คือ สุทโธนาค (พญาศรีสุทโธ) และสุวรรณนาค ที่ร่วมกันปกครองเมืองหนองกระแส มีข้อตกลงกันอยู่ว่า ถ้าเมื่อฝ่ายใดออกไปล่าสัตว์หาอาหาร อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่ไป เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งกัน และเมื่อฝ่ายที่ออกไปล่าสัตว์หาอาหารมาได้นั้น ให้นำมาแบ่งกันอย่างละครึ่ง เมื่อถึงคราวสุทโธนาคได้ออกไปล่าสัตว์หาอาหารได้เนื้อช้างมา จึงนำเนื้อช้างที่ได้แบ่งให้สุวรรณนาค พร้อมทั้งนำขนของช้างไปยืนยันว่าเป็นเนื้อช้างจริง อีกครั้งที่สุวรรณนาคออกไปล่าสัตว์หาอาหารอีก ครั้งนี้ได้เม่นมาเป็นอาหาร จึงได้นำเนื้อเม่น และขนของเม่นไปมอบให้แก่สุทโธนาคเหมือนเช่นเคย แต่สุทโธนาคกลับแสดงความไม่พอใจ เพราะเมื่อดูจากขนของเม่นที่มีขนาดใหญ่กว่าขนของช้าง ปริมาณเนื้อที่ได้ก็ควรมีมากกว่าเนื้อของช้าง แต่ปริมาณเนื้อนั้นกลับมีน้อยกว่ามากนัก จึงคิดว่าสุวรรณนาคไม่มีความซื่อสัตย์ ฝ่ายสุวรรณนาคพยายามอธิบายอย่างไรก็ไม่เป็นผล จึงเกิดสงครามระหว่างสุทโธนาค และสุวรรณนาค

พระอินทร์ได้ทราบเรื่อง จึงหาวิธีการที่จะทำให้พญานาคทั้งสองนั้นหยุดทำสงครามกัน โดยให้พญานาคทั้งสองสร้างแม่น้ำขึ้นคนละสาย ถ้าใครสร้างได้ถึงทะเลก่อนจะให้ปลาบึกขึ้นอยู่ในแม่น้ำนั้น เมื่อได้ยินเช่นนั้น สุทโธนาคก็ได้สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแส และด้วยความที่สุทโธนาคมีนิสัยใจร้อน เมื่อพบเจอภูเขากั้นทางแม่น้ำก็จะทำการหลบหลีก โค้งไปโค้งมา จึงเกิดเป็น แม่น้ำโขง (โค้ง) ส่วนทางฝ่ายสุวรรณนาคนั้น ได้ทำการสร้างแม่น้ำขึ้นทางทิศใต้ของหนองกระแส สุวรรณนาคมีความละเอียด และใจเย็น แม่น้ำที่สร้างขึ้นจึงมีความตรงกว่าแม่น้ำทุกสาย ได้แก่ แม่น้ำน่าน

สุทโธนาคเป็นผู้ที่สร้างแม่น้ำได้เสร็จก่อน จึงมีปลาบึกขึ้นอยู่ในแม่น้ำโขงเพียงแห่งเดียว และเมื่อเป็นเช่นนั้น สุทโธนาคก็ได้ขอทางขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองมนุษย์ไว้อีก 3 แห่ง ป่าคำชะโนด เกาะดอนจันทร์ และพระธาตุดอยหลวง ตั้งอยู่กลางเมืองเวียงจันทร์ 

ผีจ้างหนัง

มกราคม ปี 2531 แจ่มจันทร์ภาพยนต์ ได้รับว่าจ้างให้ไปฉายหนังที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง..

ที่มา โดยอาจารย์ยอด ตำนานนักพากย์ของเมืองไทย